ความท้าทาย
BriteCore ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2012 โดยฐานลูกค้าที่เป็นผู้รับประกันภัยขนาดกลางและตัวแทนบริหารจัดการทั่วไป (MGA) ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ต้องเผชิญกับการประมวลผลการชำระเบี้ยประกันภัยและการกระทบยอดที่ซับซ้อนขึ้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา BriteCore ได้ผสานการทำงานกับผู้ให้บริการชำระเงินไปหลายรายเพื่อตอบสนองความต้องการแบบเฉพาะตัวของลูกค้า
แม้ว่าวิธีนี้จะมีความยืดหยุ่นในช่วงแรก แต่พอเวลาผ่านไปก็เกิดปัญหาในการดำเนินงานที่สำคัญขึ้นมา เพราะเมื่อมีการผสานการทำงานหลายครั้ง ก็ส่งผลให้มอบประสบการณ์ที่สอดคล้องกันแก่ผู้ใช้ได้ยาก เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้ช้าลง และทำให้บุคลากรด้านวิศวกรรมไม่ได้หันมายกระดับนวัตกรรมที่สำคัญๆ ให้กับแพลตฟอร์ม ระบบที่กระจัดกระจายเช่นนี้ยังทำให้ BriteCore ไม่สามารถใช้ฟังก์ชันการชำระเงินขั้นสูงได้ด้วย เช่น การกระทบยอดแบบเรียลไทม์และตัวเลือกการชำระเงินแบบดิจิทัลที่ทันสมัย
BriteCore ต้องการให้การชำระเงินมีความเรียบง่าย ในขณะเดียวกันก็คงมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดไว้ บริษัทนี้ต้องการโซลูชันที่ขยายการรองรับได้ ซึ่งรองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นได้โดยไม่ทำให้การดำเนินงานซับซ้อนขึ้น เนื่องจากการติดตามการชำระเงินด้วยตนเองจากผู้ให้บริการหลายๆ รายย่อมต้องใช้ทรัพยากรอันมีค่าเป็นจำนวนมาก
เรื่องสำคัญที่สุดก็คือ ลูกค้าประกันภัยของ BriteCore ต้องการความยืดหยุ่นจากการชำระเงินที่ทันสมัย เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัลและการกระทบยอดอัตโนมัติ แต่การผสานการทำงานที่มีอยู่นั้นกลับยุ่งยากและขยายการรองรับให้กับฐานผู้รับประกันภัยได้ยาก
วิธีแก้ปัญหา
BriteCore เลือกใช้ Stripe เป็นพาร์ทเนอร์การชำระเงินที่ต้องการและผสานการทำงาน Stripe Payments และ Stripe Connect เข้ากับแพลตฟอร์ม BriteCore
Payment Element (องค์ประกอบ UI ที่ปลอดภัยและฝังได้ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถรับชำระเงินได้หลากหลายวิธีด้วยการผสานการทำงานเพียงครั้งเดียว) ช่วยให้ BriteCore เปิดใช้วิธีการชำระเงินต่างๆ ได้ เช่น ACH นอกจากบัตรเครดิต
BriteCore ใช้กระบวนการเริ่มต้นใช้งานแบบฝังและองค์ประกอบแบบฝังในการจัดการบัญชีของ Stripe Connect ในการเริ่มต้นใช้งานและจัดการผู้ประกันภัย ผู้ประกันภัยและ MGA จึงทำตามข้อกำหนด Know Your Customer (KYC), กำหนดค่าการเบิกจ่าย และจัดการบัญชีได้โดยไม่ต้องออกจากอินเทอร์เฟซ BriteCore
ในขณะเดียวกัน Stripe Managed Risk จะช่วยปกป้องผู้รับประกันภัยและ BriteCore จากการฉ้อโกง และลดการดึงเงินคืนผ่านการทำงานของแมชชีนเลิร์นนิงและการโต้แย้งการชำระเงินที่ปรับเปลี่ยนได้ องค์ประกอบในระบบชำระเงินที่ผสานรวมในตัวของ Stripe เช่น รายละเอียดการชำระเงินและการเบิกจ่าย จะช่วยให้มีขั้นตอนแบบครบวงจรและการซิงโครไนซ์แบบอัตโนมัติระหว่าง Stripe กับโมดูลการเรียกเก็บเงินของ BriteCore
"BriteCore เลือกใช้ Stripe เพราะมีการประมวลผลการชำระเงินแบบผสานรวมในตัวที่ยอดเยี่ยมมาก" คุณ Bruno Courbage รองประธานอาวุโสฝ่าย Product Management ของ BriteCore กล่าว "Stripe ช่วยเสริมแพลตฟอร์มของเราด้วยระบบการรับชำระเงินระดับโลกที่ผสานการทำงานเข้ากับขั้นตอนการทำงานที่เรามีอยู่เดิมได้อย่างราบรื่น"
ผลลัพธ์
ค่าใช้จ่ายในการประมวลผลการชำระเงินลดลง 67%
หลังจากผสานรวม Stripe แล้ว ลูกค้า BriteCore ก็ได้ประโยชน์ด้านการดำเนินงานและการเงินที่วัดผลได้ ลูกค้าที่ใช้ฟังก์ชันการเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยบน Stripe พบว่า ค่าใช้จ่ายในการประมวลผลการชำระเงินลดลงโดยเฉลี่ย 67% ซึ่งแสดงถึงค่าธรรมเนียมที่ลดลงและการกำหนดเส้นทางที่ง่ายขึ้น
ขั้นตอนการกระทบยอดเร็วขึ้น 60% และการเก็บเบี้ยประกันภัยได้เร็วขึ้น
เมื่อมีการซิงโครไนซ์อัตโนมัติ BriteCore ก็สามารถลดการทำงานด้วยตนเองของทีมการเงินและทีมบริการลูกค้าลงได้ การเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยก็เร็วขึ้น ซึ่งช่วยให้มีกระแสเงินสดดีขึ้นและลดยอดคงค้างสำหรับผู้รับประกันภัย
BriteCore และ Stripe ได้ร่วมกันสร้างประสบการณ์การเรียกเก็บเงินบนระบบคลาวด์แบบครบวงจร ซึ่งช่วยให้เรียกเก็บเบี้ยประกันภัยได้รวดเร็ว ปลอดภัย และคุ้มค่ายิ่งขึ้นสำหรับผู้ให้บริการประกันภัยทรัพย์สินและประกันวินาศภัยรายใหม่ๆ
การร่วมมือกับ Stripe ช่วยให้เราสามารถมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ปลอดภัย ทันสมัย และครบวงจรกับลูกค้าได้ ทั้งยังช่วยให้ลูกค้าลดค่าใช้จ่ายในการประมวลผลการชำระเงินได้สูงถึง 2 ใน 3 อีกด้วย จึงเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีจะสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้จริงและวัดผลได้แก่ผู้ประกันภัยได้อย่างไร