โครงสร้างองค์กรที่เจ้าของธุรกิจรายใหม่เลือกจะเป็นตัวกําหนดข้อกําหนดทางกฎหมาย ทางการเงิน และการปฏิบัติงานของธุรกิจ รวมถึงขอบเขตการควบคุมและความรับผิดของเจ้าของธุรกิจ และเนื่องจากมีความเสี่ยงพอสมควร เจ้าของธุรกิจใหม่จึงต้องทำความเข้าใจโครงสร้างองค์กรประเภทต่างๆ และเลือกโครงสร้างที่เหมาะสมที่สุดเพื่อช่วยในการเป้าหมายเฉพาะของตน ต่อไปนี้คือภาพรวมของบริษัทประเภทต่างๆ ที่พบบ่อยที่สุด
บทความนี้ให้ข้อมูลอะไรบ้าง
- กิจการที่มีเจ้าของคนเดียว
- ห้างหุ้นส่วน
- บริษัทจํากัด (LLC)
- บริษัทประเภท C (C corp)
- บริษัทประเภท S (S corp)
- องค์กรไม่แสวงผลกําไร
กิจการที่มีเจ้าของคนเดียว
กิจการที่มีเจ้าของคนเดียวเป็นประเภทโครงสร้างธุรกิจที่ง่ายที่สุด โดยมีบุคคลเพียงคนเดียวเป็นเจ้าของและดําเนินธุรกิจ โครงสร้างนี้มอบอำนาจการควบคุมทั้งหมดและความยืดหยุ่นให้กับเจ้าของธุรกิจ แต่เจ้าของจะต้องรับผิดต่อหนี้สินและภาระหน้าที่ของธุรกิจด้วยตัวเองอย่างไม่จำกัด
ต่อไปนี้คือรายละเอียดสําคัญที่ควรทราบเกี่ยวกับกิจการที่มีเจ้าของคนเดียว
ไม่จํากัดความรับผิดส่วนบุคคล
กิจการที่มีเจ้าของคนเดียวไม่ได้สร้างนิติบุคคลแยกต่างหากจากเจ้าของ ซึ่งหมายความว่าเจ้าของจะต้องเป็นผู้รับผิดต่อหนี้สินและหน้าที่ทั้งหลายของธุรกิจด้วยตัวเอง รวมถึงคดี ค่าเสียหาย และการเรียกร้องทางกฎหมายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยการเก็บภาษี
รายได้ของธุรกิจต้องรายงานไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของเจ้าของ และเจ้าของจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชําระภาษีทุกรายการที่เกี่ยวกับรายได้ของธุรกิจ นอกจากนี้ เจ้าของธุรกิจยังต้องจ่ายภาษีผู้รับจ้างงานอิสระตามรายได้สุทธิของธุรกิจด้วยการควบคุมและความยืดหยุ่น
เจ้าของกิจการที่มีเจ้าของคนเดียวมีอํานาจในการควบคุมและตัดสินใจทุกเรื่องของธุรกิจ จึงสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วโดยไม่จําเป็นต้องปรึกษาหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทุนและการจัดหาเงินทุน
เนื่องจากกิจการที่มีเจ้าของคนเดียวเป็นธุรกิจของบุคคลเพียงคนเดียว จึงอาจจะขอการสนับสนุนเงินทุนหรือดึงดูดนักลงทุนได้ยาก ดังนั้น เจ้าของจึงมักจะต้องใช้เงินออมส่วนตัว กู้เงิน หรือขอสินเชื่อเพื่อนำมาเป็นเงินทุนในการดําเนินธุรกิจคงอยู่ไม่ถาวร
กิจการที่มีเจ้าของคนเดียวอาจยุติกิจการลงเมื่อเจ้าของเสียชีวิตหรือไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ หลังจากนั้น สินทรัพย์และหนี้สินของธุรกิจจะถูกโอนให้กับทายาทหรือกองมรดกของเจ้าของการทำบัญชี
เจ้าของกิจการที่มีเจ้าของคนเดียวมีหน้าที่บันทึกธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดอย่างถูกต้อง และเปิดบัญชีธนาคารของธุรกิจแยกต่างหาก ซึ่งช่วยในการแยกการเงินของธุรกิจกับการเงินส่วนบุคคลออกจากกันและลดความซับซ้อนในการรายงานภาษี แต่เจ้าของกิจการที่มีเจ้าของคนเดียวสามารถว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมาช่วยจัดการข้อกังวลเหล่านี้ได้
กิจการที่มีเจ้าของคนเดียวเป็นตัวเลือกที่ดีสําหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือบุคคลทั่วไปที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจที่ไม่มีกระบวนการดำเนินงานยุ่งยากเหมือนอย่างโครงสร้างธุรกิจแบบอื่นๆ
ห้างหุ้นส่วน
ห้างหุ้นส่วนคือโครงสร้างธุรกิจที่มีผู้ถือหุ้นในธุรกิจตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ต่อไปนี้คือประเด็นสําคัญที่ควรทราบเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วน
ประเภทของห้างหุ้นสว่น
ห้างหุ้นส่วนแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนสามัญและห้างหุ้นส่วนจํากัด ในห้างหุ้นส่วนสามัญ หุ้นส่วนทุกรายจะมีอำนาจควบคุมและความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ทางการเงินและทางกฎหมายของธุรกิจอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนห้างหุ้นส่วนจํากัดจะประกอบไปด้วยหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งมีความรับผิดอย่างไม่จํากัด และหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดที่มีความรับผิดแบบจํากัดการรับผิดชอบกําไรและขาดทุนร่วมกัน
ห้างหุ้นส่วนตั้งอยู่บนหลักของการรับผิดชอบกําไรและขาดทุนร่วมกัน โดยหุ้นส่วนจะได้รับการจัดสรรผลกําไรตามข้อตกลงของห้างหุ้นส่วน ส่วนการขาดทุนจะได้รับการจัดสรรตามสัดส่วนการถือหุ้นความรับผิดทางกฎหมาย
ห้างหุ้นส่วนไม่ได้เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากหุ้นส่วน ดังนั้นหุ้นส่วนแต่ละรายจะต้องรับผิดต่อหนี้สินและภาระหน้าที่ของธุรกิจด้วยตัวเอง ซึ่งหมายความว่าหุ้นส่วนแต่ละรายอาจต้องใช้ทรัพย์สินส่วนบุคคลมาชําระหนี้ของธุรกิจข้อตกลงของห้างหุ้นส่วน
ห้างหุ้นส่วนจำเป็นต้องมีข้อตกลงของห้างหุ้นส่วน ซึ่งเป็นเอกสารที่ระบุข้อกําหนดของห้างหุ้นส่วน เช่น บทบาทและความรับผิดชอบของหุ้นส่วนแต่ละราย การจัดสรรผลกําไร กระบวนการตัดสินใจ และวิธีแก้ไขข้อพิพาทการเก็บภาษี
ห้างหุ้นส่วนไม่ต้องจ่ายภาษีสําหรับผลกําไร แต่หุ้นส่วนแต่ละรายต้องรายงานส่วนแบ่งรายได้ของตนจากห้างหุ้นส่วนไว้ในแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีจากรายได้ดังกล่าว นอกจากนี้ ห้างหุ้นส่วนยังต้องยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลภาษีให้กับ IRS เพื่อเป็นข้อมูลด้วยทุนและการจัดหาเงินทุน
ห้างหุ้นส่วนอาจเป็นตัวเลือกที่ดีสําหรับธุรกิจที่ต้องการเงินทุนมากกว่ากิจการที่มีเจ้าของคนเดียว หุ้นส่วนสามารถออกเงินลงทุนให้กับธุรกิจ นอกจากนี้ห้างหุ้นส่วนยังขอกู้เงินได้ด้วย
บริษัทจํากัด (LLC)
LLC คือโครงสร้างธุรกิจแบบผสมผสานที่รวมการคุ้มครองความรับผิดของบริษัทเข้ากับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของห้างหุ้นส่วน LLC เป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่ธุรกิจ เนื่องจากมีการจำกัดความรับผิด การเก็บภาษีแบบส่งผ่าน และความยืดหยุ่นในหลายๆ ด้าน
ต่อไปนี้คือประเด็นสําคัญที่ควรทราบเกี่ยวกับ LLC
ความรับผิดแบบจํากัด
หนึ่งในข้อดีที่โดดเด่นที่สุดของ LLC ก็คือการจำกัดความรับผิดให้กับเจ้าของหรือที่เรียกกันว่าสมาชิก ซึ่งหมายความว่าโดยทั่วไปแล้ว สมาชิกจะไม่รับผิดต่อหนี้สินและภาระหน้าที่ของธุรกิจด้วยตัวเอง แต่ก็มีข้อยกเว้น เช่น เมื่อสมาชิกค้ำประกันเงินกู้ด้วยตัวเองหรือดําเนินการอย่างผิดกฎหมายหรือผิดจรรยาบรรณการเสียภาษีแบบส่งผ่าน
LLC เสียภาษีคล้ายกับห้างหุ้นส่วน นั่นหมายความว่าธุรกิจไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้ระดับรัฐบาลกลาง แต่จะส่งผ่านผลกําไรและขาดทุนไปให้สมาชิก ซึ่งต้องรายงานส่วนแบ่งรายรับหรือขาดทุนของตัวเองไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทน วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการเก็บภาษี 2 ต่อการจัดการและการควบคุม
LLC มีความยืดหยุ่นอย่างมากในแง่ของการจัดการและการควบคุม สมาชิกสามารถเลือกที่จะจัดการธุรกิจด้วยตัวเอง หรือแต่งตั้งผู้จัดการมาดูแลการดําเนินงานก็ได้ นอกจากนี้ LLC ยังอาจมีสมาชิกคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ ซึ่งหมายความว่าบุคคลทั่วไปหรือกลุ่มบุคคลสามาถเป็นเจ้าของ LLC ได้ข้อตกลงการดําเนินงาน
LLC ควรมีข้อตกลงการดําเนินงานที่ระบุกระบวนการจัดการภายใน กรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ และกระบวนการตัดสินใจภายในของบริษัท เอกสารนี้จะป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาทและความเข้าใจผิดในหมู่สมาชิกและสามารถปรับให้ตรงตามความต้องการทางธุรกิจโดยเฉพาะได้ทุนและการจัดหาเงินทุน
LLC สามารถออกหุ้น (กรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของบริษัท) เพื่อระดมทุนและขอกู้เงินได้เช่นเดียวกับคอร์ปอเรชัน นอกจากนี้ยังสามารถออกหุ้นได้หลายระดับเพื่อมอบการควบคุมหรือสิทธิ์ทางเศรษฐกิจในระดับต่างๆการมีอยู่ถาวร
บริษัทจํากัดจะยังดํารงอยู่ได้ แม้ว่าสมาชิกคนใดคนหนึ่งจะออกจากบริษัทหรือเสียชีวิตไปแล้ว นั่นหมายความว่าบริษัทจํากัดจะมีความต่อเนื่องและความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจโดยไม่ถูกจำกัดจากขอบเขตการมีส่วนร่วมของผู้ก่อตั้งบริษัท
บริษัทประเภท C (C corp)
บริษัทประเภท C หรือ "C corp" คือนิติบุคคลที่แยกจากเจ้าของและผู้ถือหุ้นมีความรับผิดแบบจำกัด โดยเป็นประเภทบริษัทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและจําเป็นต้องจ่ายภาษีตามผลกําไร โครงสร้างนี้เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีผู้ถือหุ้นหลายคนเนื่องจากช่วยเพิ่มศักยภาพในการเติบโตได้ไม่จํากัดและเข้าถึงเงินทุนได้ง่าย
ต่อไปนี้คือแง่มุมสําคัญของ C corp ที่คุณต้องรู้
การคุ้มครองความรับผิดแบบจํากัด
บริษัทประเภท C ให้การคุ้มครองความรับผิดแบบจํากัดสําหรับผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งหมายความว่าโดยทั่วไป ผู้ถือหุ้นจะไม่มีความเสี่ยงจากหนี้สินและภาระหน้าที่ของธุรกิจการเก็บภาษี 2 ต่อ
บริษัทประเภท C ต้องเสียภาษีในระดับองค์กร จากนั้นผู้ถือหุ้นจะต้องเสียภาษีจากเงินปันผลหรือการแบ่งสรรที่ได้รับจากบริษัท จึงอาจส่งผลให้มีการเก็บภาษี 2 ต่อ ซึ่งอาจเป็นข้อเสียสําหรับธุรกิจบางรายการจัดการและการควบคุม
บริษัทประเภท C ได้รับการจัดการโดยคณะกรรมการบริษัทที่ได้รับเลือกจากผู้ถือหุ้น คณะกรรมการมีหน้าที่ตัดสินใจเรื่องสําคัญเกี่ยวกับทิศทางและกลยุทธ์ของบริษัทหุ้นและกรรมสิทธิ์
บริษัทประเภท C สามารถออกหุ้นได้หลายประเภท ซึ่งให้สิทธิ์ในการควบคุมหรือสิทธิทางเศรษฐกิจแก่ผู้ถือหุ้นในระดับที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ บริษัทประเภท C ยังมีผู้ถือหุ้นได้ไม่จํากัดจํานวนทุนและการจัดหาเงินทุน
บริษัทประเภท C สามารถออกหุ้นเพื่อระดมทุนและยังขอกู้เงินได้เช่นเดียวกับคอร์ปอเรชันประเภทอื่นๆ นอกจากนี้ บริษัทประเภท C ยังสามารถแปลงเป็นบริษัทมหาชนได้โดยการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) ซึ่งช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงเงินทุนจำนวนมหาศาลการมีอยู่ถาวร
บริษัทประเภท C จะยังดํารงอยู่ได้ แม้ว่าผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งจะออกจากบริษัทหรือเสียชีวิตไปแล้ว
โครงสร้างบริษัทประเภท C เป็นประโยชน์กับธุรกิจที่ต้องการคุ้มครองความรับผิดแบบจํากัดให้แก่ผู้ถือหุ้นและต้องการระดมเงินทุนจํานวนมาก อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษี 2 ต่ออาจเป็นข้อเสียสำหรับธุรกิจบางราย และข้อกําหนดทางกฎหมายและข้อกำหนดด้านการรายงานยังมีความเข้มงวด จึงอาจจะสร้างความยุ่งยากให้กับธุรกิจขนาดเล็กบางแห่ง
บริษัทประเภท S (S corp)
บริษัทประเภท S หรือ "S corp" คล้ายกับบริษัทประเภท C แต่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจขนาดเล็กที่มีผู้ถือหุ้นจํานวนจํากัด และช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องเสียภาษี 2 ต่อ เนื่องจากผลกําไรและขาดทุนของบริษัทจะส่งผ่านไปยังแบบแสดงรายการภาษีส่วนบุคคลของผู้ถือหุ้น บริษัทประเภท S เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ต้องการชำระภาษี 2 ต่อและจำกัดความรับผิดให้กับผู้ถือหุ้น แต่ข้อเสียสําหรับธุรกิจบางแห่งก็คือ ข้อกําหนดเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นมีความเข้มงวด รวมทั้งมีข้อจํากัดในการออกหุ้น
ต่อไปนี้เป็นสิ่งสําคัญที่ควรทราบเกี่ยวกับบริษัทประเภท S
การเสียภาษีแบบส่งผ่าน
บริษัทประเภท S ไม่ต้องเสียภาษีในระดับองค์กร แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีสองต่อ ผลกําไรและขาดทุนของบริษัทจะส่งผ่านไปยังผู้ถือหุ้น ซึ่งต้องรายงานรายได้ของตนในแบบแสดงรายการภาษีส่วนบุคคลข้อกําหนดสําหรับผู้ถือหุ้น
บริษัทประเภท S มีข้อกําหนดที่เข้มงวดสําหรับผู้ถือหุ้น รวมถึงข้อ จํากัดเกี่ยวกับจํานวนและประเภทของผู้ถือหุ้น บริษัทประเภท S จะมีผู้ถือหุ้นได้ไม่เกิน 100 คน และผู้ถือหุ้นต้องเป็นบุคคลทั่วไป ทรัสต์บางประเภท หรือกองมรดกเท่านั้น นอกจากนี้ผู้ถือหุ้นจะต้องเป็นพลเมืองหรือผู้พํานักอาศัยในสหรัฐอเมริกาการคุ้มครองความรับผิดแบบจํากัด
ทั้งบริษัทประเภท S และบริษัทประเภท C ให้การคุ้มครองความรับผิดแบบจํากัดสําหรับผู้ถือหุ้นของบริษัท หมายความว่า ผู้ถือหุ้นจะไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนบุคคลสำหรับหนี้สินและภาระหน้าที่ของธุรกิจการจัดการและการควบคุม
บริษัทประเภท S บริหารจัดการโดยคณะกรรมการบริษัทที่ได้รับเลือกจากผู้ถือหุ้น เช่นเดียวกับบริษัทประเภท C คณะกรรมการบริษัทจะมอบแนวทางการตัดสินใจเรื่องสำคัญทั้งหลายเกี่ยวกับทิศทางและกลยุทธ์ของบริษัทสถานะภาษี
หากต้องการเป็นบริษัทประเภท S บริษัทจะต้องยื่นแบบฟอร์ม 2553 กับ IRS และปฏิบัติตามข้อกําหนดทั้งหมด บริษัทสามารถยกเลิกสถานะภาษี หรือ IRS อาจจะเพิกถอนสถานะภาษีของบริษัทได้หากไม่ปฏิบัติตามข้อกําหนดทุนและการจัดหาเงินทุน
บริษัทประเภท S สามารถออกหุ้นเพื่อระดมทุนและยังขอกู้เงินได้เช่นเดียวกับคอร์ปอเรชันประเภทอื่นๆ แต่มีข้อจํากัดเกี่ยวกับประเภทของหุ้นที่ออกได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการระดมทุนของธุรกิจ
องค์กรไม่แสวงผลกําไร
องค์กรไม่แสวงผลกําไรเป็นบริษัทประเภทพิเศษที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์ด้านการกุศล การศึกษา หรือศาสนา โครงสร้างประเภทนี้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ระดับรัฐบาลกลางและระดับรัฐ และอนุญาตให้องค์กรรับบริจาคเงินโดยให้ผู้บริจาคสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้
ต่อไปนี้คือคุณลักษณะที่สําคัญขององค์กรไม่แสวงผลกําไร
สถานะการยกเว้นภาษี
องค์กรไม่แสวงผลกําไรได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ระดับรัฐบาลกลางและยังอาจได้รับการยกเว้นภาษีระดับรัฐและระดับท้องถิ่นด้วย นอกจากนี้ การบริจาคเงินให้กับองค์กรไม่แสวงผลกําไรยังนำไปลดหย่อนภาษีให้กับผู้บริจาคได้ด้วยจุดประสงค์เพื่อการกุศล
องค์กรไม่แสวงผลกําไรต้องจัดตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์ด้านการกุศล การศึกษา หรือศาสนา และจะต้องดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ รวมทั้งไม่สามารถดำเนินการกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของบุคคลหรือผู้ถือหุ้นเป็นหลักได้การกํากับดูแล
องค์กรไม่แสวงผลกําไรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลกิจกรรมขององค์กร และตรวจสอบให้แน่ใจว่าองค์กรดําเนินงานตามภารกิจและเป้าหมายของตนการระดมทุน
องค์กรไม่แสวงผลกําไรจะพึ่งพาการระดมทุนมาสนับสนุนกิจกรรมและการดําเนินงานของบริษัท ได้แก่ เงินบริจาคจากบุคคลทั่วไป องค์กร และมูลนิธิ รวมไปถึงเงินอุดหนุนและจากกิจกรรมระดมทุนการรายงานด้านการเงิน
บริษัทไม่แสวงผลกําไรต้องยื่นรายงานด้านการเงินประจําปีต่อ IRS ซึ่งจะถูกนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ นอกจากนี้จะต้องจัดทำบันทึกทางการเงินที่ถูกต้องและแสดงข้อมูลอย่างโปร่งใสเกี่ยวกับกิจกรรมและการใช้เงินทุนขององค์กรการมีอยู่ถาวร
องค์กรไม่แสดงผลกำไรจะยังดํารงอยู่ได้ แม้ว่าสมาชิกคนใดคนหนึ่งจะออกจากบริษัทหรือเสียชีวิตไปแล้ว
โดยรวมแล้ว บริษัทไม่แสวงผลกําไรเหมาะสําหรับองค์กรที่ต้องการดําเนินงานเพื่อจุดประสงค์ด้านการกุศล การศึกษา หรือศาสนา และมอบสถานะยกเว้นภาษีให้กับผู้บริจาค อย่างไรก็ตาม องค์กรไม่แสวงผลกําไรต้องปฏิบัติตามข้อกําหนดด้านการกํากับดูแล การระดมทุน และการรายงานทางการเงินที่เข้มงวด
เนื่องจากมีหลักเกณฑ์เฉพาะในการพิจารณาว่าธุรกิจใดบ้างที่เข้าข่ายเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร คุณจึงควรปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการเงินเพื่อพิจารณาว่าองค์กรไม่แสวงผลกําไรเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับองค์กรของคุณหรือไม่
นักลงทุนอิสระเทียบกับนักลงทุนประเภทอื่นๆ
ก่อนที่จะแสวงหาเงินทุนจากนักลงทุนอิสระ คุณควรทำความรู้จักกับนักลงทุนประเภทอื่นๆ สำหรับสตาร์ทอัพเสียก่อน นี่คือภาพรวมของตัวเลือกการลงทุนต่างๆ:
บริษัทร่วมลงทุน: บริษัทร่วมลงทุน (VC) คือบริษัทหรือบุคคลที่ลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยปกติแล้วจะแลกเปลี่ยนกับส่วนแบ่งในบริษัท แตกต่างจากนักลงทุนอิสระตรงที่บริษัทร่วมลงทุนมักจะลงทุนในช่วงท้ายของการพัฒนาสตาร์ทอัพ หลังจากที่ธุรกิจเริ่มได้รับความสนใจจากตลาดแล้ว บริษัทร่วมลงทุนจะลงทุนด้วยจำนวนเงินที่มากกว่านักลงทุนอิสระและมักจะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของบริษัทมากกว่า โดยบริษัทร่วมลงทุนมุ่งหวังผลตอบแทนที่สูง และโดยทั่วไปแล้วจะมีมุมมองที่มีความเป็นเชิงรุกมากกว่าในการขยายธุรกิจและบรรลุเป้าหมายการขายกิจการภายในกรอบเวลาที่กำหนด
เงินทุนในช่วงเริ่มต้น: เงินทุนในช่วงเริ่มต้นคือกองทุน VC เฉพาะทางที่มุ่งเน้นการลงทุนในระยะเริ่มต้นมาก โดยมักเกิดขึ้นก่อนการลงทุนจากนักลงทุนอิสระและรอบ VC ขนาดใหญ่ กองทุนเหล่านี้ลงทุนในสตาร์ทอัพที่ก้าวผ่านขั้นแนวคิดแล้ว และมีผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้งานได้จริงขั้นต่ำ (MVP) หรือได้รับแรงผลักดันเบื้องต้น
โปรแกรมบ่มเพาะธุรกิจและโปรแกรมเร่งการเติบโต: โปรแกรมเหล่านี้จะสนับสนุนบริษัทในระยะเริ่มต้นผ่านการศึกษา การให้คำปรึกษา และการจัดหาเงินทุน โปรแกรมบ่มเพาะธุรกิจมักจะมุ่งเน้นไปที่ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืน ในทางกลับกัน โปรแกรมเร่งการเติบโตของธุรกิจจะมีเป้าหมายในการขยายการเติบโตของบริษัทที่มีอยู่อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาอันสั้น
นักลงทุนจากภาคธุรกิจ: บางบริษัทลงทุนในสตาร์ทอัพเพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เข้าสู่ตลาดใหม่ หรือสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ นักลงทุนเหล่านี้สามารถเสนอทรัพยากรมากมาย แต่นักลงทุนเหล่านี้อาจต้องการมากกว่าผลตอบแทนทางการเงิน เช่น ส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของในเทคโนโลยี หรือการควบคุมทิศทางของบริษัท
การระดมทุน: การลงทุนประเภทนี้จะเป็นการระดมทุนจำนวนเล็กน้อยจากผู้คนจำนวนมาก โดยทั่วไปผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การระดมทุนอาจเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับสตาร์ทอัพที่ต้องการพิสูจน์ผลิตภัณฑ์ของตนกับกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง โต้ตอบกับผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า และระดมเงินทุนโดยไม่ต้องเสียทุนหรือก่อหนี้
เงินอุดหนุนและเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล: ในบางภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสะอาด หรือผลกระทบทางสังคม เงินอุดหนุนและเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสามารถให้เงินทุนได้โดยไม่ลดสัดส่วนการถือหุ้น
การให้กู้ยืมแบบเพียร์ทูเพียร์และการจัดหาเงินทุนที่เป็นหนี้สิน: การจัดหาเงินทุนด้วยหนี้รวมถึงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินหรือแพลตฟอร์มการให้กู้ยืมแบบเพียร์ทูเพียร์ การจัดหาเงินทุนประเภทนี้มักมีความท้าทายมากกว่าสำหรับสตาร์ทอัพในระยะเริ่มต้นเพื่อรักษาความปลอดภัย และผูกมัดให้สตาร์ทอัพต้องชำระคืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเป็นเจ้าของลดลง
สำนักงานบริหารความมั่งคั่งธุรกิจครอบครัว: ครอบครัวที่มีมูลค่าสุทธิสูงมักมีบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารความมั่งคั่งส่วนตัวซึ่งรู้จักกันในชื่อสำนักงานครอบครัวที่ลงทุนโดยตรงในสตาร์ทอัพ นักลงทุนเหล่านี้สามารถให้เงินทุนจำนวนมากและอาจสนใจการลงทุนระยะยาวเมื่อเทียบกับ VC แบบดั้งเดิม
กลุ่มนักลงทุนอิสระและกลุ่มซินดิเคท: ซึ่งแตกต่างจากนักลงทุนอิสระแต่ละราย กลุ่มนักลงทุนอิสระหรือกลุ่มซินดิเคทจะรวบรวมทรัพยากรเพื่อลงทุนในสตาร์ทอัพ กลุ่มเหล่านี้สามารถให้เงินทุนได้จำนวนมากขึ้น และผสานความเชี่ยวชาญและเครือข่ายของนักลงทุนหลายรายเข้าด้วยกัน
นักลงทุนแต่ละประเภทมีข้อดี ความคาดหวัง และระดับการมีส่วนร่วมที่แตกต่างกัน สตาร์ทอัพควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงขั้นตอนการพัฒนา อุตสาหกรรม ความต้องการเงินทุน และความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ที่ต้องการสร้าง ก่อนตัดสินใจว่าจะร่วมงานกับนักลงทุนประเภทใด
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ