คำอธิบายค่าบริการ: ค่าบริการคืออะไร ทำไมธุรกิจต้องใช้ค่าธรรมเนียมเหล่านี้ แล้วส่งผลต่อค่าบริการอย่างไร

Payments
Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ธุรกิจสตาร์ทอัพไปจนถึงองค์กรใหญ่ระดับโลก

ดูข้อมูลเพิ่มเติม 
  1. บทแนะนำ
  2. ค่าบริการคืออะไร
  3. ทำไมธุรกิจจึงเรียกเก็บค่าบริการ
    1. เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม
    2. เพื่อคงราคาพื้นฐานให้แข่งขันในตลาดได้
    3. เพื่อระบุค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องการใช้งาน
    4. เพื่อแสดงข้อแตกต่างของช่องทางการนำส่งต่างๆ
    5. เพื่อส่งผลต่อพฤติกรรมของลูกค้า
    6. เพื่อรองรับความยืดหยุ่นของค่าบริการ
  4. ค่าบริการมักจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายใดบ้าง
  5. ค่าบริการประเภทต่างๆ ที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง
  6. ค่าบริการมีโครงสร้างอย่างไร
  7. ค่าบริการจะปรากฏให้ลูกค้าเห็นอย่างไรบ้าง
  8. ค่าบริการส่งผลต่อราคาและความไว้วางใจของลูกค้าอย่างไร
  9. Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง

ค่าบริการส่งผลต่อการตั้งราคา การชี้แจง และการรับรู้ราคา โดยมีไว้เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในการทำธุรกิจ แต่หากไม่ได้ชี้แจงให้ดี ก็อาจมีปัญหาตามมาได้ การกำหนดค่าบริการให้เหมาะสมจะส่งผลต่อทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่ส่วนต่างกำไรที่แน่นอนไปจนถึงความมั่นใจของลูกค้า

ด้านล่างนี้ เราจะพาไปดูว่าค่าบริการคืออะไร ทำไมธุรกิจจึงเรียกเก็บค่าบริการเหล่านี้ รวมถึงดูว่าค่าบริการส่งผลต่อกลยุทธ์การตั้งราคาและความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างไรบ้าง

เนื้อหาหลักในบทความ

  • ค่าบริการคืออะไร
  • ทำไมธุรกิจจึงเรียกเก็บค่าบริการ
  • ค่าบริการมักจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายใดบ้าง
  • ค่าบริการประเภทต่างๆ ที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง
  • ค่าบริการมีโครงสร้างอย่างไร
  • ค่าบริการจะปรากฏให้ลูกค้าเห็นอย่างไรบ้าง
  • ค่าบริการส่งผลต่อราคาและความไว้วางใจของลูกค้าอย่างไร
  • Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง

ค่าบริการคืออะไร

ค่าบริการ คือ เงินที่ธุรกิจเรียกเก็บเพิ่มเพื่อเป็นค่าให้บริการหรือค่าทำธุรกรรม โดยแยกจากราคาพื้นฐานของสินค้าหรือบริการหลัก ค่าบริการจะนำมาใช้เป็นค่าดำเนินงาน ค่าระบบ หรือค่าโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ต้องใช้เพื่อดำเนินการบางอย่างนอกเหนือจากสินค้าหรือบริการที่จำหน่ายไป

ทำไมธุรกิจจึงเรียกเก็บค่าบริการ

การให้บริการย่อมมีค่าใช้จ่าย และราคาขายเพียงอย่างเดียวก็อาจไม่ได้รองรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้เสมอไป ธุรกิจต่างๆ จึงใช้ค่าบริการเพื่อจัดการค่าใช้จ่ายนี้ให้ตรงจุด แทนที่จะแฝงค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้หรือถัวเฉลี่ยอย่างไม่สม่ำเสมอ

ธุรกิจมักเรียกเก็บค่าบริการด้วยเหตุผลดังนี้

เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม

ค่าบริการจะรองรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จำเป็นในการดำเนินการ สนับสนุน และทำการขายให้แล้วเสร็จ เช่น การประมวลผลการชำระเงิน การสนับสนุนลูกค้า งานบริหารจัดการ และการดูแลระบบ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นผลมาจากการดำเนินงาน จึงยากที่ราคาพื้นฐานแบบคงที่จะรองรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดเหล่านี้ได้

เพื่อคงราคาพื้นฐานให้แข่งขันในตลาดได้

การแยกค่าบริการออกจากราคาพื้นฐานจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเสนอราคาล่วงหน้าที่ถูกลงได้ โดยยังคงรองรับค่าใช้จ่ายได้ครบถ้วนไปพร้อมกัน วิธีนี้มักพบในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งราคาพื้นฐานมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าอย่างมาก

เพื่อระบุค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องการใช้งาน

ค่าบริการจะช่วยให้แน่ใจว่า ลูกค้าจะจ่ายเงินตามบริการที่ใช้ไป ในกรณีที่มีลูกค้าเพียงบางรายที่อยากได้การสนับสนุนเพิ่มเติม การดำเนินการที่เร็วขึ้น หรือใช้วิธีการชำระเงินบางวิธี ค่าบริการก็จะช่วยให้ลูกค้ารายอื่นๆ ไม่ต้องรับผิดชอบกับบริการต่างๆ ที่ตนไม่ได้ใช้

เพื่อแสดงข้อแตกต่างของช่องทางการนำส่งต่างๆ

การสนับสนุนทางโทรศัพท์ บริการที่จุดขาย และการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่มักจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการใช้ระบบอัตโนมัติหรือการบริการตนเอง และค่าบริการจะช่วยรองรับข้อแตกต่างในส่วนนี้โดยไม่บังคับใช้ลูกค้าทุกรายต้องเสียค่าบริการเท่ากัน ค่าบริการบางอย่างช่วยให้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านความน่าเชื่อถือ ความพร้อมให้บริการ และการสนับสนุน

เพื่อส่งผลต่อพฤติกรรมของลูกค้า

ค่าธรรมเนียมช่วยกำหนดวิธีที่ลูกค้าเลือกโต้ตอบกับธุรกิจได้ ตัวอย่างเช่น การเรียกเก็บเงินเมื่อใช้วิธีการชำระเงินที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นหรือช่องทางรับบริการจากเจ้าหน้าที่จะช่วยส่งเสริมให้ลูกค้าใช้ตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากโดยรวม

เพื่อรองรับความยืดหยุ่นของค่าบริการ

ค่าบริการช่วยให้ธุรกิจปรับราคาได้มากขึ้นเมื่อค่าใช้จ่ายเปลี่ยนแปลงไป คุณอาจกำหนดค่าธรรมเนียมให้ปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของค่าแรง ค่าดำเนินการ หรือข้อกำหนดตามระเบียบข้อบังคับอย่างแม่นยำได้ ค่าบริการจะช่วยรักษาส่วนต่างกำไรเอาไว้ โดยไม่ต้องขึ้นราคาสินค้า/บริการอยู่เรื่อยๆ ซึ่งอาจชวนให้ลูกค้าสับสนหรือติดตามได้ยากเมื่อเวลาผ่านไป

ค่าบริการมักจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายใดบ้าง

ค่าบริการมีไว้เพื่อรองรับงานบริหารจัดการที่ช่วยให้การทำธุรกรรมเกิดขึ้นได้หรือไว้วางใจได้

แม้ค่าใช้จ่ายที่แน่นอนจะแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรม แต่ค่าธรรมเนียมมักจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้

  • ค่าใช้จ่ายในการประมวลผลการชำระเงิน: ค่าธรรมเนียมที่เครือข่ายบัตร ธนาคาร และผู้ประมวลผลการชำระเงินจะเรียกเก็บทุกครั้งที่ธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ และจะแตกต่างกันไปตามวิธีการชำระเงิน ตำแหน่งที่ตั้ง และประเภทของบัตร

  • การสนับสนุนลูกค้าและเจ้าหน้าที่ให้บริการ: บุคลากรและระบบที่จำเป็นเพื่อช่วยลูกค้าทำธุรกรรม แก้ไขปัญหา หรือเข้าถึงบริการผ่านช่องทางที่มีการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น

  • การจัดการด้านการบริหาร: งานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบยืนยันข้อมูล การจัดการบันทึก การดำเนินการตามคำขอ และการรักษาการปฏิบัติตามข้อกำหนดไว้

  • การบำรุงรักษาบัญชีและบริการ: ไม่ว่าจะเป็นการติดตามตรวจสอบบัญชี การอัปเดต การรายงาน และการจัดการบริการเป็นประจำ ซึ่งจะเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ว่าลูกค้าจะทำธุรกรรมอยู่หรือไม่ก็ตาม

  • เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน: ระบบที่ช่วยให้ทำธุรกรรมได้อย่างน่าเชื่อถือ เช่น แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ เซิร์ฟเวอร์ เครื่องมือรักษาความปลอดภัย และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล

  • ** การดำเนินการตามคำสั่งซื้อและการจัดการโลจิสติกส์:** กำลังคนและวัสดุต่างๆ ที่ต้องใช้ในการแพ็ก นำส่ง หรือดำเนินการตามคำขอรับบริการในลักษณะอื่นใด

  • การจัดการความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนด: ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการฉ้อโกง การจัดการการโต้แย้งการชำระเงิน การปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ และการติดตามตรวจสอบ

  • ค่าอำนวยความสะดวกหรือบริการเร่งด่วนที่ไม่บังคับ: ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อเร่งการดำเนินการ รับสิทธิ์เข้าถึงแบบพิเศษ หรือรับบริการระดับพรีเมียม ค่าบริการดังกล่าวช่วยรับรองว่าผู้ใช้บริการได้จ่ายเงินเพื่อรับบริการเพิ่มเติมนั้นๆ

ค่าบริการประเภทต่างๆ ที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง

ค่าบริการจะกำหนดตามวิธีการดำเนินธุรกิจและวิธีที่ลูกค้าติดต่อกับธุรกิจ

ค่าบริการส่วนใหญ่จะจัดอยู่ในประเภทต่างๆ เพียงไม่กี่ประเภทที่กำหนดไว้ชัดเจนดังนี้

  • ค่าบริการจอง: ค่าบริการเหล่านี้ครอบคลุมค่าระบบและค่าแรงที่ต้องใช้เพื่อจัดการความพร้อมให้บริการ/ความพร้อมจำหน่าย การยืนยัน การเปลี่ยนแปลง และการยกเลิก

  • ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการประมวลผลการชำระเงิน: ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มเข้ามาเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการรับชำระเงินบางวิธีโดยเฉพาะ ซึ่งมักจะเป็นบัตรเครดิต

  • ค่าอำนวยความสะดวก: การชำระเงินด้วยวิธีที่ไม่ใช่วิธีมาตรฐานมักมีค่าอำนวยความสะดวกรวมอยู่ด้วย เพื่อใช้เป็นค่าประมวลผลและค่าแพลตฟอร์ม

  • ค่าบำรุงรักษาหรือค่าให้บริการบัญชี: ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเป็นประจำเพื่อคงสถานะบัญชีเอาไว้ ค่าธรรมเนียมเหล่านี้ใช้เพื่อสนับสนุนการจัดการบัญชี การเข้าถึงบริการลูกค้า และการให้บริการทั่วไปเมื่อเวลาผ่านไป

  • ค่าธรรมเนียมการตั้งค่าหรือการเปิดใช้งาน: ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บครั้งเดียวเพื่อเริ่มให้บริการหรือให้ลูกค้าเริ่มใช้งาน ค่าธรรมเนียมเหล่านี้มีไว้เป็นค่าดำเนินงานล่วงหน้าต่างๆ ที่ต้องทำก่อนจึงจะให้บริการได้

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการหรือการประมวลผล: ค่าธรรมเนียมที่มีไว้เป็นค่าจัดการคำสั่งซื้อ คำขอ หรือธุรกรรม ซึ่งอาจรวมถึงการประมวลผลคำสั่งซื้อ การจัดการเอกสาร ขั้นตอนการตรวจสอบยืนยัน หรือการประสานงานระหว่างระบบต่างๆ

  • ค่าธรรมเนียมการสนับสนุนหรือบริการส่วนเพิ่ม: ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเพื่อรับสิทธิ์เข้าถึงบริการลูกค้าที่ดีขึ้น ค่าธรรมเนียมเหล่านี้แสดงว่ามีการจัดหาบุคลากรในระดับที่สูงขึ้นและค่าใช้จ่ายเพื่อให้การสนับสนุนที่เหนือชั้นขึ้น

ค่าบริการมีโครงสร้างอย่างไร

โครงสร้างของค่าบริการเป็นตัวกำหนดวิธีการคำนวณ เวลาที่นำไปใช้ และความเหมาะสมในมุมมองของลูกค้า ธุรกิจบางแห่งจะรวมค่าบริการไว้ในราคาพื้นฐาน ส่วนบางธุรกิจก็จะระบุค่าบริการเป็นรายการแยกต่างหาก เมื่อระบุค่าธรรมเนียมเป็นรายการแยกออกมา ก็จะช่วยให้ลูกค้าเห็นว่าลูกค้าชำระเงินเป็นค่าอะไรบ้าง แต่หากรวมค่าธรรมเนียมไปเลย ก็จะช่วยลดความซับซ้อนของราคา แต่ก็จะขาดรายละเอียดไป

วิธีกำหนดโครงสร้างค่าบริการมีดังนี้

  • ค่าธรรมเนียมแบบคงที่: ค่าธรรมเนียมแบบคงที่เป็นรูปแบบที่เข้าใจง่ายและคาดการณ์ได้ จึงเหมาะที่จะใช้รองรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอ

  • ค่าธรรมเนียมแบบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์: ค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่าธุรกรรม โครงสร้างนี้จะขยายเพิ่มไปตามการใช้งานและมักใช้เมื่อค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นตามขนาดธุรกรรม เช่น การประมวลผลการชำระเงิน

  • ค่าธรรมเนียมแบบไฮบริด: ค่าธรรมเนียมเหล่านี้คือการรวมค่าธรรมเนียมแบบคงที่และแบบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้รองรับได้ทั้งค่าใช้จ่ายพื้นฐานและค่าใช้จ่ายแปรผันที่เพิ่มขึ้นไปตามปริมาณหรือมูลค่าธุรกรรม

เวลาที่คิดค่าธรรมเนียมยังแตกต่างกันไปตามเวลาและการใช้งานอีกด้วย ดังนี้

  • ค่าธรรมเนียมแบบครั้งเดียว: ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเมื่อมีการดำเนินการหรือเหตุการณ์ที่กำหนดไว้เกิดขึ้น เช่น การตั้งค่า การเปิดใช้งาน หรือการจอง ค่าธรรมเนียมเหล่านี้แสดงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นๆ ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ผ่านมา

  • ค่าธรรมเนียมแบบประจำ: ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเป็นประจำ เช่น รายเดือนหรือรายปี โดยค่าบริการแบบประจำมักใช้เพื่อคงสิทธิ์เข้าถึง การบำรุงรักษา หรือการจัดการบัญชีอย่างต่อเนื่องเอาไว้

  • ค่าธรรมเนียมแบบมีเงื่อนไข: ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเฉพาะเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขบางอย่าง เช่น การใช้วิธีการชำระเงินที่กำหนด มีการใช้งานเกินเกณฑ์ หรือการเลือกใช้บริการเร่งด่วน

  • ค่าธรรมเนียมแบบแบ่งระดับหรือแบบจำกัดยอด: ค่าธรรมเนียมที่ปรับไปตามปริมาณหรือมีจำนวนขั้นต่ำหรือสูงสุดจำกัดไว้ โครงสร้างนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกรรมขนาดเล็กมีค่าธรรมเนียมสูงเกินไป และไม่ให้ต่ำเกินไปสำหรับธุรกรรมขนาดใหญ่

ค่าบริการจะปรากฏให้ลูกค้าเห็นอย่างไรบ้าง

การแจ้งค่าบริการอย่างชัดเจนตรงเวลาจะช่วยให้ลูกค้ารับทราบตั้งแต่เนิ่นๆ และป้องกันไม่ให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีการเก็บค่าธรรมเนียมแบบไม่ทันตั้งตัวหรือไม่เป็นธรรม ซึ่งธุรกิจควรอธิบายเหตุผลที่เก็บค่าธรรมเนียมด้วยถ้อยคำที่เข้าใจง่ายหากทำได้

การแจ้งค่าบริการให้ลูกค้าทราบควรใช้วิธีดังนี้

  • การแจ้งราคาล่วงหน้า: การแจ้งค่าธรรมเนียมตั้งแต่เนิ่นๆ ในขั้นตอนการชำระเงินหรือการซื้อจะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจค่าใช้จ่ายทั้งหมดและตัดสินใจโดยมีข้อมูลประกอบได้

  • การติดป้ายให้ชัดเจน: ป้ายหรือตัวย่อที่คลุมเครือจะทำให้ทำความเข้าใจค่าธรรมเนียมได้ยากขึ้น และเพิ่มโอกาสที่จะเกิดความสับสนหรือความไม่ไว้วางใจ

  • การแยกรายการขณะชำระเงิน: การแจ้งค่าบริการแยกบรรทัดออกมาในระหว่างการชำระเงินหรือในใบแจ้งหนี้จะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจชัดเจนว่ามีการคิดยอดรวมอย่างไร

  • การแสดงค่าบริการให้ตรงกันในทุกช่องทาง: คุณควรแจ้งค่าธรรมเนียมให้ตรงกันอยู่เสมอไม่ว่าลูกค้าจะซื้อสินค้าหรือบริการทางออนไลน์ ที่จุดขาย หรือผ่านช่องทางสนับสนุน

  • การแจ้งล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนแปลง: เมื่อเริ่มเก็บค่าบริการหรือปรับค่าบริการ ลูกค้าก็ย่อมคาดว่าจะได้รับการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

  • การปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับด้านค่าบริการ: ธุรกิจต่างๆ จะต้องตรวจสอบว่า การแจ้งค่าธรรมเนียมนั้นเป็นไปตามมาตรฐานทางกฎหมายในท้องถิ่น โดยเฉพาะในกรณีที่กฎด้านความโปร่งใสเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก

ค่าบริการส่งผลต่อราคาและความไว้วางใจของลูกค้าอย่างไร

ค่าบริการช่วยให้มีการตั้งราคาที่ยั่งยืนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นเมื่อใช้อย่างชัดเจนและเป็นธรรม

ค่าบริการจะส่งผลกระทบดังนี้ต่อความสัมพันธ์กับลูกค้า

  • ส่งผลต่อการรับรู้ราคา: หากค่าบริการปรากฏในช่วงท้ายของขั้นตอน ค่าใช้จ่ายรวมก็อาจสูงกว่าที่ลูกค้าคาดไว้ แม้ว่าค่าบริการจะดูสมเหตุสมผลมากๆ ก็ตาม

  • ส่งผลต่อความมั่นใจในการซื้อ: ค่าธรรมเนียมที่ปรากฏโดยไม่คาดคิดอาจทำให้ลูกค้าลังเลและเลิกซื้อกันมากขึ้น โดยเฉพาะในขั้นตอนการชำระเงินแบบดิจิทัล

  • ช่วยให้ตั้งราคาได้แม่นยำขึ้น: ค่าบริการจะช่วยให้ธุรกิจตั้งราคาได้อย่างแม่นยำขึ้น โดยการแยกราคาสินค้า/บริการออกจากค่าจัดส่ง

  • บ่งบอกว่าธุรกิจมีความโปร่งใสแค่ไหน: เมื่อลูกค้ารู้สึกว่ามีการแอบใส่ค่าธรรมเนียมเข้ามาหรือให้คำอธิบายที่ฟังไม่ขึ้น ก็จะชวนให้สงสัยว่ามีอะไรอีกบ้างที่ธุรกิจนี้ปิดบังซ่อนไว้

  • ส่งผลต่อชื่อเสียงของแบรนด์: ค่าบริการที่รู้สึกไม่เป็นธรรมหรือชวนสับสนมักจะทำให้เกิดความรู้สึกเชิงลบได้มากกว่าตัวเลขที่ปรากฏอยู่จริง

  • ส่งผลต่อการใช้บริการต่อไปในระยะยาว: ลูกค้ามักจะใช้บริการจากธุรกิจต่างๆ ต่อไป หากธุรกิจดังกล่าวมีการตั้งราคาตามที่ลูกค้าคาดไว้

ธุรกิจควรตรวจสอบโครงสร้างค่าบริการเป็นประจำ เมื่อค่าใช้จ่าย ระเบียบข้อบังคับ และความคาดหวังของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป กลยุทธ์ค่าธรรมเนียมก็ต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะค่าบริการที่ลูกค้ารับได้เมื่อหลายปีก่อนอาจไม่เป็นเช่นนั้นในตอนนี้ก็ได้

Stripe Payments ช่วยอะไรได้บ้าง

Stripe Payments มอบโซลูชันการชำระเงินระดับโลกแบบครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจใดๆ ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตไปจนถึงองค์กรระดับโลก โดยรับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกได้

Stripe Payments ช่วยคุณทำสิ่งต่อไปนี้ได้

  • เพิ่มประสิทธิภาพให้ประสบการณ์การชำระเงินของคุณ: สร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าและประหยัดเวลาในการทำงานวิศวกรรมได้หลายพันชั่วโมงด้วย UI การชำระเงินที่สร้างไว้ให้แล้ว, สิทธิ์เข้าถึงวิธีการชำระเงินมากกว่า 125 วิธี และ Link ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่สร้างโดย Stripe

  • ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น: เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกและลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการจัดการหลายสกุลเงินด้วยตัวเลือกการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีให้บริการใน 195 ประเทศและกว่า 135 สกุลเงิน

  • รวมการชำระเงินที่จุดขายและทางออนไลน์ไว้ด้วยกัน: สร้างประสบการณ์การค้าแบบแพลตฟอร์มรวมในช่องทางออนไลน์และที่จุดขายเพื่อปรับแต่งการโต้ตอบให้ตรงกลุ่ม ตอบแทนความภักดี และเพิ่มรายได้

  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงิน: เพิ่มรายรับด้วยเครื่องมือการชำระเงินที่กำหนดเองได้และปรับแต่งได้ง่ายๆ ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงแบบไม่ต้องเขียนโค้ดและความสามารถขั้นสูงเพื่อเพิ่มอัตราการอนุมัติ

  • เดินหน้าได้เร็วขึ้นด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้เพื่อการเติบโต: สร้างบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อขยับขยายไปพร้อมกับคุณ โดยมีประวัติระยะเวลาให้บริการ 99.999% โดยแทบจะไม่หยุดทำงานเลย และมีความน่าเชื่อถือสูงเป็นระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่ Stripe Payments สามารถขับเคลื่อนการชำระเงินออนไลน์และที่จุดขายได้ หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้

เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ

บทความอื่นๆ

  • เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง โปรดลองอีกครั้งหรือติดต่อฝ่ายสนับสนุน

หากพร้อมเริ่มใช้งานแล้ว

สร้างบัญชีและเริ่มรับการชำระเงินโดยไม่ต้องทำสัญญาหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคาร หรือติดต่อเราเพื่อสร้างแพ็กเกจที่ออกแบบเองสำหรับธุรกิจของคุณ
Payments

Payments

รับชำระเงินออนไลน์ ที่จุดขาย และทั่วโลกด้วยโซลูชันการชำระเงินที่สร้างมาสำหรับธุรกิจทุกขนาด

Stripe Docs เกี่ยวกับ Payments

ค้นหาคู่มือเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ Payments API ของ Stripe