เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอาจประสบปัญหาต่างๆ เช่น การสั่งซื้อเล่นๆ ที่ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าโดยไม่มีเจตนาที่จะเก็บสินค้าไว้จริง และการสั่งซื้อที่เป็นการฉ้อโกง ที่ลูกค้าทำการซื้อสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยใช้ข้อมูลของบุคคลที่สาม เนื่องจากตลาดอีคอมเมิร์ซในญี่ปุ่นยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ความเสียหายที่เกิดจากการสั่งซื้อประเภทนี้จึงกลายเป็นความท้าทายที่ธุรกิจต่างๆ ไม่สามารถเพิกเฉยได้
คำสั่งซื้อที่ตั้งใจก่อกวนและคำสั่งซื้อที่มีการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคลที่ดำเนินการผ่านร้านค้าออนไลน์ ไม่เพียงทำให้ค่าใช้จ่ายในการจัดส่งและดำเนินการคืนสินค้าเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลให้ภาระในการดำเนินงานหนักขึ้นและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อีกด้วย
บทความนี้จะอธิบายกลวิธีหลักที่ผู้กระทำผิดใช้ ประเภทความเสียหายที่เกิดขึ้น และมาตรการรับมือที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในญี่ปุ่นสามารถใช้จัดการกับคำสั่งซื้อที่ตั้งใจก่อกวนและคำสั่งซื้อที่มีการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคลในเว็บไซต์ของธุรกิจได้
เนื้อหาหลักในบทความ
- คำสั่งซื้อที่ตั้งใจก่อกวนและคำสั่งซื้อที่มีการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคลคืออะไร
- วิธีการที่ใช้ในคำสั่งซื้อที่ตั้งใจก่อกวนและคำสั่งซื้อที่มีการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคล
- มาตรการรับมือ
- สิ่งที่ควรทำในกรณีที่ได้รับคำสั่งซื้อที่ตั้งใจก่อกวนและคำสั่งซื้อที่มีการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคล
- Stripe Radar ช่วยอะไรได้บ้าง
คำสั่งซื้อที่ตั้งใจก่อกวนและคำสั่งซื้อที่มีการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคลคืออะไร
กิจกรรมที่เป็นการฉ้อโกง เช่น คำสั่งซื้อที่ตั้งใจก่อกวนและคำสั่งซื้อที่มีการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคล กำลังกลายเป็นเรื่องน่ากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ
คำสั่งซื้อที่ตั้งใจก่อกวน หมายถึงการสั่งซื้อสินค้าโดยมีเจตนาที่จะยกเลิกหรือปฏิเสธการรับสินค้า จุดประสงค์การสั่งซื้อคือเพื่อก่อกวนธุรกิจหรือขัดขวางการดำเนินงาน
คำสั่งซื้อที่มีการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคล หมายถึงการสั่งซื้อสินค้าโดยใช้ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หรือข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ของบุคคลที่สามโดยไม่ได้รับอนุญาต สิ่งที่ควรทราบคือ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่ถูกโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคลด้วย
คำสั่งซื้อที่ตั้งใจก่อกวนและคำสั่งซื้อที่มีการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคลไม่เพียงเพิ่มต้นทุนให้กับธุรกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อความพึงพอใจของลูกค้าและชื่อเสียงของบริษัทด้วย การทำความเข้าใจวิธีการและแรงจูงใจเบื้องหลังคำสั่งซื้อเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถนำมาตรการป้องกันการฉ้อโกงที่มีประสิทธิภาพมาใช้ได้
วิธีการที่ใช้ในคำสั่งซื้อที่ตั้งใจก่อกวนและคำสั่งซื้อที่มีการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคล
คำสั่งซื้อที่ตั้งใจก่อกวนและคำสั่งซื้อที่มีการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคลมีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน แต่วิธีการที่พบได้บ่อยมีดังนี้
|
วิธีการ |
คำอธิบาย |
ความเสียหาย |
|---|---|---|
|
การฉ้อโกงบัตรเครดิต |
การสั่งซื้อโดยใช้ข้อมูลบัตรเครดิตที่ขโมยมา |
การดึงเงินคืนและการสูญเสียสินค้า |
|
การแฮ็กบัญชี |
การสั่งซื้อโดยใช้การเข้าสู่ระบบที่ไม่ได้รับอนุญาต |
ภาระของฝ่ายบริการลูกค้าและความไว้วางใจของลูกค้าที่ลดลง |
|
การสั่งซื้อในปริมาณมากโดยไม่สุจริตใจ |
การสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากโดยมีเจตนาที่จะยกเลิกหรือปฏิเสธการรับสินค้า |
การหยุดชะงักของสินค้าคงคลังและการสูญเสียโอกาสในการขาย |
|
การปฏิเสธไม่รับสินค้าแบบเก็บเงินปลายทาง (COD) |
การปฏิเสธไม่รับสินค้าเมื่อนำส่ง |
ภาระค่าจัดส่งและค่าส่งคืนสินค้า |
|
การใช้ที่อยู่ที่ไม่มีผู้อยู่อาศัยจริง |
การรับสินค้าที่ซื้อโดยมีเจตนาฉ้อโกง ณ ที่อยู่ที่ไม่ใช่ของคุณเอง |
การสูญเสียสินค้าและภาระค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง |
|
การคุกคามผ่านรีวิวเชิงลบ |
การสั่งซื้อโดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อเขียนรีวิวเชิงลบ |
ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ |
การฉ้อโกงบัตรเครดิต
วิธีการฉ้อโกงแบบนี้จะใช้ข้อมูลบัตรเครดิตที่ขโมยมาเพื่อสั่งซื้อสินค้า
จากผลการสำรวจของสมาคมสินเชื่อแห่งประเทศญี่ปุ่น พบว่าความเสียหายจากการฉ้อโกงบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 55.5 พันล้านเยนในปี 2024
นอกจากนี้ กิจกรรมที่เป็นการฉ้อโกงส่วนใหญ่นี้มาจากการขโมยหมายเลขบัตรระหว่างการทำธุรกรรมออนไลน์ โดยไซต์อีคอมเมิร์ซเป็นเป้าหมายหลักของกิจกรรมเหล่านี้
หากเกิดการสั่งซื้อที่เป็นการฉ้อโกงขึ้น ธุรกิจอีคอมเมิร์ซอาจประสบภาวะขาดทุนจากการดึงเงินคืนและปัจจัยอื่นๆ
การแฮ็กบัญชี
ในกรณีการแฮ็กบัญชี บุคคลที่สามจะเข้าถึงบัญชีของผู้ใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและทำการสั่งซื้อสินค้าโดยแอบอ้างตัวเป็นผู้ใช้ ตัวอย่างเช่น บัญชีอาจถูกแฮ็กเนื่องจากการขโมยรหัสผ่านหรือการรั่วไหลของข้อมูล และอาจมีการสั่งซื้อสินค้าโดยใช้ที่อยู่และข้อมูลการชำระเงินที่ลงทะเบียนไว้
การสั่งซื้อในปริมาณมากโดยไม่สุจริตใจ
วิธีนี้เป็นกลยุทธ์ซึ่งมีผู้ที่สั่งซื้อสินค้าที่ตนเองไม่ได้ต้องการจริงๆ เป็นจำนวนมากโดยมีเจตนาที่จะยกเลิกหรือปฏิเสธการรับสินค้าในภายหลัง การกระทำเช่นนี้มีเป้าหมายหลักที่จะขัดขวางกระบวนการสั่งซื้อและการจัดการสินค้าคงคลังของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หากทำเช่นนี้กับสินค้าที่มีระยะเวลาจำกัดหรือสินค้าที่ได้รับความนิยม อาจทำให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าจริงๆ เสียโอกาสในการซื้อสินค้าได้
ผลที่ตามมาคือ ลูกค้าที่อาจจะซื้อสินค้าอาจออกจากเว็บไซต์ไปและไม่กลับมาอีกเลย ซึ่งอาจส่งผลให้ความพึงพอใจของลูกค้าลดลงและสูญเสียโอกาสในการซื้อสินค้าในอนาคต
การปฏิเสธไม่รับสินค้าแบบเก็บเงินปลายทาง (COD)
ปัญหานี้เกิดขึ้นเมื่อผู้ซื้อปฏิเสธไม่รับสินค้าแม้ว่าจะสั่งซื้อโดยเลือกชำระเงินแบบเก็บเงินปลายทาง (COD) ผู้ซื้ออาจทำเช่นนั้นเพื่อแกล้งก่อกวน เพื่อก่อกวนผู้ขาย หรือเพียงเพราะไม่สามารถชำระเงินได้เมื่อสินค้ามาส่ง หากระยะเวลาการเก็บรักษาสินค้าของผู้ให้บริการขนส่งหมดลง สินค้าจะถูกส่งคืนให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ในกรณีเช่นนี้ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งไป-กลับและค่าบรรจุภัณฑ์ ปัญหานี้ก่อให้เกิดความยุ่งยากอย่างยิ่งต่อการจัดส่งระหว่างประเทศ เนื่องจากค่าธรรมเนียมการส่งคืนมักจะสูงมาก ซึ่งมักจะสูงกว่าราคาขายปลีกของสินค้าเสียอีก ส่งผลให้มีหลายกรณีที่บริษัทอาจตัดสินใจทิ้งสินค้าไปเพราะค่าใช้จ่ายในการนำสินค้ากลับคืนมานั้นสูงกว่ากำไรที่จะได้รับ
การใช้ที่อยู่ที่ไม่มีผู้อยู่อาศัยจริง
วิธีนี้เป็นกลโกงซึ่งผู้รับระบุที่อยู่สำหรับจัดส่ง เช่น อพาร์ตเมนต์ว่างหรือที่ดินว่างเปล่า ซึ่งทำให้ยากต่อการระบุตัวผู้พักอาศัยที่แท้จริง กรณีนี้จัดว่าเป็นการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคลโดยมีเจตนาร้าย โดยผู้กระทำผิดแสร้งทำเป็นผู้อาศัยเพื่อรับสินค้าแม้ว่าตนเองจะไม่ได้อาศัยอยู่สถานที่นั้นจริงๆ ก็ตาม หากเห็นได้ชัดเจนว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นั่น สินค้าอาจถูกส่งคืนแทนที่จะส่งถึงที่หมาย แต่ผู้ขายยังคงต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดส่งอยู่ดี
การคุกคามผ่านรีวิวเชิงลบ
ในบางกรณี การสั่งซื้อสินค้าเกิดขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพียงเพื่อลดคะแนนความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ตัวอย่างเช่น ปัญหาทางเทคนิคทางฝั่งร้านค้าอาจทำให้ยังสามารถสั่งซื้อได้อยู่แม้ว่าสินค้าจะหมดสต๊อกไปแล้ว ผู้กระทำผิดจะใช้ประโยชน์จากข้อผิดพลาดนี้โดยการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากเพิ่มเติม แล้วโพสต์รีวิวเชิงลบจำนวนมากโดยอ้างว่าตนไม่สามารถซื้อสินค้าได้ ทั้งหมดนี้มีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งผู้ขาย รีวิวร้านค้าเชิงลบอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินงานในอนาคตได้
มาตรการรับมือ
แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันคำสั่งซื้อที่ตั้งใจก่อกวนและคำสั่งซื้อที่มีการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคลได้อย่างสมบูรณ์ แต่การใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้าบางอย่างช่วยลดความเสียหายได้หากเกิดการฉ้อโกงขึ้น
เพิ่มความเข้มงวดในการยืนยันตัวตนและรักษาความปลอดภัยของบัญชี
การเพิ่มความเข้มงวดในการยืนยันตัวตนในขั้นตอนการเข้าสู่ระบบและการสั่งซื้อ จะช่วยป้องกันการสั่งซื้อที่เป็นการฉ้อโกงหลายกรณีได้แต่เนิ่นๆ
คุณสามารถนำตัวอย่างต่อไปนี้ไปใช้ได้
- การยืนยันตัวตนด้วย SMS (การตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์)
- การยืนยันที่อยู่อีเมลที่เข้มงวดขึ้น
- การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย (2FA)
- การตรวจสอบสิทธิ์เพิ่มเติม เช่น 3D Secure 2 (3DS2) สำหรับธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง
การตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัยมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษในการป้องกันคำสั่งซื้อที่เป็นการฉ้อโกงซึ่งเกิดจากการถูกแฮ็กบัญชี
จำกัดคำสั่งซื้อแบบ COD
เนื่องจากคำสั่งซื้อแบบ COD มักเกิดปัญหาจากการปฏิเสธไม่รับสินค้า จึงควรกำหนดเงื่อนไขเฉพาะสำหรับการใช้วิธีนี้
- ปิดใช้งาน COD สำหรับคำสั่งซื้อที่เกินเกณฑ์จำนวนเงินที่กำหนด
- จำกัดตัวเลือก COD สำหรับลูกค้าที่ซื้อครั้งแรก
- ห้ามไม่ให้ลูกค้าที่เคยมีปัญหาใช้ COD
การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยลดการคืนสินค้าโดยไม่จำเป็นและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งได้
ใช้บัญชีดำ
เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นซ้ำอีก จึงควรเก็บรักษาบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่เคยสร้างปัญหาในอดีต ซึ่งควรประกอบด้วยข้อมูลต่อไปนี้
- ชื่อ
- หมายเลขโทรศัพท์
- ที่อยู่อีเมล
- ที่อยู่จริง
การเก็บบันทึกข้อมูลเหล่านี้และเปรียบเทียบกับคำสั่งซื้อที่เข้ามาจะช่วยลดโอกาสที่ปัญหาจะเกิดซ้ำได้
ใช้บริการตรวจจับการฉ้อโกง
สิ่งสำคัญคือต้องสร้างระบบตรวจจับคำสั่งซื้อที่น่าสงสัยล่วงหน้า การใช้บริการตรวจจับการฉ้อโกงจะช่วยให้คุณมีมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงได้
บริการตรวจจับการฉ้อโกงประเมินความเสี่ยงโดยอิงจากรายละเอียดธุรกรรมและแนวโน้มในอดีต ทำให้ตรวจจับและระบุธุรกรรมที่อาจเป็นการฉ้อโกงโดยอัตโนมัติได้
สำหรับธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง สามารถนำมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทมาใช้ได้ เช่น การกำหนดให้มีการตรวจสอบสิทธิ์เพิ่มเติมผ่าน 3DS2
สิ่งที่ควรทำในกรณีที่ได้รับคำสั่งซื้อที่ตั้งใจก่อกวนและคำสั่งซื้อที่มีการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคล
หากร้านค้าออนไลน์ได้รับคำสั่งซื้อที่ตั้งใจก่อกวนและคำสั่งซื้อที่มีการโจรกรรมอัตลักษณ์บุคคล สิ่งที่ควรทำคือการตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม ส่วนนี้จะอธิบายถึงการดำเนินการที่เหมาะสมที่ทั้งลูกค้าและธุรกิจควรปฏิบัติ
สำหรับลูกค้า
หากคุณได้รับสินค้าหรือมีการนำส่งสินค้าโดยที่คุณไม่ได้สั่งซื้อ ให้รับมือดังนี้
- ติดต่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
- ติดต่อบริษัทบัตรเครดิตของคุณและรายงานการใช้งานที่ไม่ได้รับอนุญาต
- เปลี่ยนรหัสผ่านและตั้งการตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย
หากคุณสงสัยว่าข้อมูลบัตรเครดิตของคุณรั่วไหล โปรดติดต่อบริษัทบัตรเครดิตของคุณโดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม และดำเนินการต่างๆ เช่น การระงับบัตร
สำหรับธุรกิจ
ธุรกิจควรดำเนินมาตรการเพื่อหยุดยั้งความเสียหายและพยายามป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
การดำเนินการที่แนะนำมีดังนี้
- ยกเลิกคำสั่งซื้อที่น่าสงสัยหรือที่เป็นการฉ้อโกง และระงับการจัดส่ง
- ติดต่อบริษัทขนส่งเพื่อขอระงับการนำส่ง
- ติดต่อบริษัทบัตรเครดิต
- บันทึกรายละเอียดเหตุการณ์
- ยกระดับการเฝ้าติดตามรูปแบบคำสั่งซื้อที่คล้ายกัน
- ฝึกอบรมพนักงาน
ในกรณีร้ายแรง ควรพิจารณาปรึกษาตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ให้รายงานกิจกรรมฉ้อโกงไปยังผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและผู้ให้บริการชำระเงิน และขอให้ดำเนินการที่เหมาะสม เช่น การอายัดบัญชีหรือระงับการใช้งาน การแบ่งปันข้อมูลและการประสานงานระหว่างผู้ให้บริการจะช่วยป้องกันไม่ให้ความเสียหายลุกลามและป้องกันการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก
Stripe Radar ช่วยอะไรได้บ้าง
Stripe Radar ใช้โมเดล AI ในการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกง โดยฝึกด้วยข้อมูลจากเครือข่ายทั่วโลกของ Stripe ซึ่งโมเดลเหล่านี้จะได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่องตามแนวโน้มการฉ้อโกงล่าสุด เพื่อปกป้องธุรกิจของคุณเมื่อการฉ้อโกงพัฒนา
Stripe ยังมี Radar for Fraud Teams ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เพิ่มกฎที่กำหนดเองเพื่อจัดการกับสถานการณ์การฉ้อโกงเฉพาะสำหรับธุรกิจของตนและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการฉ้อโกงที่ล้ำสมัย
Radar สามารถช่วยธุรกิจของคุณได้ดังนี้
ป้องกันการสูญเสียจากการฉ้อโกง: Stripe ประมวลผลการชำระเงินมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ปริมาณที่มากเช่นนี้ช่วยให้ Radar ตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยประหยัดเงินให้คุณ
เพิ่มรายรับ: โมเดล AI ของ Radar ได้รับการฝึกฝนจากข้อมูลการโต้แย้งการชำระเงินที่เกิดขึ้นจริง ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลการเรียกดู และอื่นๆ ซึ่งทำให้ Radar สามารถค้นหาธุรกรรมที่มีความเสี่ยงและลดการตรวจพบที่ผิดพลาดได้ ซึ่งส่งผลให้คุณมีรายรับเพิ่มขึ้น
ประหยัดเวลา: Radar ถูกสร้างขึ้นใน Stripe และไม่ต้องใช้โค้ดในการตั้งค่า คุณยังสามารถติดตามตรวจสอบประสิทธิภาพในการจัดการการฉ้อโกง เขียนกฎ และอื่นๆ อีกมากมายได้ในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stripe Radar หรือเริ่มใช้งานเลยวันนี้
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปและมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นคําแนะนําทางกฎหมายหรือภาษี Stripe ไม่รับประกันหรือรับประกันความถูกต้อง ความสมบูรณ์ ความไม่เพียงพอ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในบทความ คุณควรขอคําแนะนําจากทนายความที่มีอํานาจหรือนักบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอํานาจศาลเพื่อรับคําแนะนําที่ตรงกับสถานการณ์ของคุณ